1. ทางโลก

    พร อันทะ Thu 26 February 2009 19:34:02

    -1-

    มันแปลกๆ ในความรู้สึก อาจจะเป็นเพราะผมคิดไปเองหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเรื่องราวทั้งหลายที่หยิบยกเข้ามาใส่รวมกันเอาไว้นั้นมันต้องตรงตาม คำว่า ?สุรา ความรักและนักสู้ประชาธิปไตย? ที่จั่วไว้หน้าปกหนังสือ หรือ จับมารวมๆ กันแล้วค่อยจั่วหัวตามเนื้อหา

    แต่มันคือ ?ทางโลก? ตามชื่อหนังสืออย่างที่ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ว่าจริงๆ เมื่ออ่านจบทั้งหมด มันเป็นทางโลกที่ทำให้ผมเข้าใจว่า นี่แหละคือชีวิตทางโลก ผมปิดหนังสือลงไป ผมกลับไม่รู้สึกอิ่ม เหมือนหนังสือของนักเขียนเดียวกันนี้อย่างหลายๆ เล่มที่เคยได้อ่าน (หรือทุกปก ที่ได้รวมขายนั่นแหละครับ) ผมไม่พยายามหาสาเหตุมาเข้าข้างตัวเองใด ใด ว่าทำไมผมไม่อิ่ม (สารภาพตรงๆ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านไม่จบ) เพราะผมรู้ว่ามันคือ ทางโลก ตามที่ว่านั่นแหละ จึงได้รับความรู้สึกนั้น

    -2-

    ทุกๆ ครั้งที่ผมมีโอกาสได้เข้าร้านหนังสือ ผมมักจะมองหาหนังสือของนักเขียนนาม วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เสมอ แม้นจะรู้อยู่ลึกๆ ว่าเปอร์เซนต์การได้อ่านเกือบเท่ากับศูนย์แต่ไม่รู้ทำไม ผมยังมองหามัน หยิบไอ้เล่มเก่าๆ ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวาดู แล้วก็วางกลับที่เดิม

    เช่นเมื่อวานนี้ ผมเดินวนไปมุมเดิมสองรอบ รอบแรกไม่มีอะไรที่ต้องการ เดินกลับออกมาหานิตยสารอ่าน สารคดี ไบโอสโคป เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ก็ยังไม่ถึงรอบวนรายเดือน ผมเลยเดินกลับมาที่เดิมอีกครั้งแล้วจึงตัดสินใจนั่งลงแนบกับพื้น สอดส่ายสายตาไปรอบๆ เหลือบไปเห็นสัน ?ทางโลก? ซุกอยู่มุมใต้สุดของชั้นหนังสือ พูดกับตัวเองในใจ ว่า ?ทำไมมันช่างหายากหาเย็นเช่นนี้? ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้หรอกว่า ผมเดินวนกลับไปหาอะไร

    ?ไม่ต้องห่อปก เอ่อ แล้วก็ไม่ต้องใส่ถุงครับ ที่คั่นไม่เอาได้ไหมครับ? ผมรับเงินทอนแล้วเดินจากร้านหนังสือมาและไม่ได้สนใจอะไรอีกเลย

  2. ลูกอมของแม่

    พร อันทะ Wed 28 January 2009 01:36:01

    ลุงคนขับกำลังเดินมานั่งประจำที่ หลังจากที่พ่อผมเรียกเป็นครั้งที่ 3 เพราะเกรงว่าเดี๋ยวจะกลับมาไม่ทันก๊งเหล้าตอนเย็นที่ใต้ต้นกระท้อนต้นใหญ่หน้าบ้านผม

    มันสำปะหลังเต็มคันรถอีแต๋น คาดว่าเที่ยวนี้น่าจะได้หลายพัน แต่คงไม่พอที่จะเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำหรอก แค่เพียงเพื่อได้มาเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเล็ก เล็ก น้อย น้อยพาลูกชายคนสุดท้องไปโรงพยาบาลในวันที่หมอนัดเดือนนี้ก็พอแล้ว

    ผมรีบวิ่งขึ้นมานั่งตรงกลาง พร้อมขนมในมือกล่องลายสีฟ้ากล่องนั้น เสียดายที่ผมเด็กเกินไปที่จะรู้จักสังเกตยี่ห้อเจ้าขนมนั่น รู้เพียงแต่ว่า ข้างในคงจะมีอะไรดี ดี ตามที่ลวดลายข้างกล่องโพนทะนาเอาไว้ เวลาที่ผมเขย่ามันแล้วมีเสียงดังแกร็ก แกร็ก

    หลังจากที่กระดกเหล้าขาวเข้าปาก แม่ผมก็ทำตาหยีเพราะรส 40 ดีกรีแล้วเดินตามลูกชายมาขึ้นรถ พลันแม่ก็ได้ยินเสียงที่ผมเขย่ากล่องขนมกล่องนั้น แล้วแม่ก็พูดออกมาว่า ?แม่ขอลูกอมที่อยู่ข้างในนั้นก้อนหนึ่งนะ? นัยว่าเพื่อที่จะเอามาอมแก้รสขมของสุรา ผมรับปากแม่ทันควันอย่างไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาตามประสาเด็ก

    พลันที่ผมเทเจ้าที่ส่งเสียงแกร็ก แกร็ก ที่อยู่ข้างในนั้นออกมา กลับกลายเป็นตุ๊กตาหุ่นยางตัวกระจ้อยร่อย ของเล่นเด็กอย่างเดียวไปเสียฉิบ ผมสบสายตาแม่ด้วยสายตาแห่งความผิดหวัง แม่ก็บอกไม่เป็นไร แต่ทำไม...

    มันเป็นเวลาสาย ของวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหนึ่งในปี 2531

  3. เสาหิน:โรงเรียนของหนู

    พร อันทะ Fri 16 January 2009 11:26:01

    ๑. ยามเช้า

    เสียงเฮฮา พร้อมเต้นประกอบท่าแอโรบิคของนักเรียนประมาณ 80 คน พร้อมกับครู 2 คน ที่อยู่กลางสนามของโรงเรียนในยามเช้า ทำให้ผมต้องเดินเข้าไปดูใกล้ๆ มันเป็นการอุ่นเครื่องคลายความหนาวของครูๆ และนักเรียนของโรงเรียนบ้านเสาหิน ในหมู่บ้านที่ยามเช้าอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 10 องศา

    นักเรียนจาก 6 หย่อมหมู่บ้าน มารวมและเรียนกันที่โรงเรียนแห่งนี้ มีการเรียนการสอน ป.1-ป.6 และครูจริงๆ 2 คน อีก 2 คนเป็นผู้ช่วย

    ๒. เล่าย้อน

    ย้อนกลับไปวันแรกที่พวกเรามาถึง ผมกับเพื่อนอีก 2 คนเดินดุ่มๆ เข้าไปในบริเวณโรงเรียน สิ่งที่แปลกตาแต่ผมเข้าใจได้ คือเด็กนักเรียนทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามเห็นพวกเราแล้วยกมือไหว้กันหมด ทำให้ผมนึกถึงโรงเรียนที่ผมเรียนเมื่อ 20 ปีก่อน ที่เป็นโรงเรียนชนบทเหมือนกันและสภาพของโรงเรียนไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ บ้านผมพูดภาษาอีสาน นักเรียนแถบนี้ก็พูดอีกแบบหนึ่ง

    ๓. อุดมคติ

    ผมเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือหนังหลายๆ เรื่องที่เล่าเรื่องโรงเรียนบนดอยแล้วหนุ่มๆ สาวๆ อยากพากันไปอยู่เพราะสงสารเด็กบนดอย อยากไปเป็นครูสอนเด็กๆ เหล่านั้น ผมไม่ได้กำลังคิดว่าตอนนี้คงไม่มีเรื่องราวเหล่านั้นอีกแล้ว (แค่เพียงแอบคิด) คนหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์เหล่านั้นก็ยังคงมีแต่อาจจะเป็นคนกลุ่มน้อยที่หลบซ่อนตัว หรือว่าจะไม่เหลือแล้ว หรือเหลือแค่กลุ่มคนที่มุ่งเข้าหาสิ่งที่คนหลายคนเรียกว่าความเจริญ

    ผมไม่ได้ร่ำเรียนมาทางครูโดยตรง ก็คงไม่มีวุฒิทางการศึกษาเพื่อที่จะไปสอบบรรจุสู้ใครๆ ได้แต่ยืนมองครูสองสามคนที่มุ่งมั่นสอนนักเรียนอยู่นั่นอย่างปีติ

    ใครสนใจที่จะย้ายไปโรงเรียนแห่งนี้ ก็เชิญครับ ได้ข่าวว่ามีครูต้องการกลับออกมาเหมือนกันเพราะเหตุผลจำเป็น (94 กิโลเมตรจากตัวอำเภอแม่สะเรียง ไม่มีไฟฟ้า มีน้ำปะปาเย็นๆ จากดอย ไม่มีสองแถวหรือรถใดๆ ให้บริการ นอกเสียจากว่าคุณจะโบกรถสิบล้อเข้าไป หรือขี่ 4x4 เท่านี้คงทรุนด้าพอ)

  4. เสาหิน: ความเหมือนที่แตกต่างของความเป็นไท(ย)

    พร อันทะ Thu 15 January 2009 20:48:01

    เสาหิน ตำบลเล็กๆ ของอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่กลางหุบเขา ติดชายแดนพม่า มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันเป็นหย่อมๆ หมู่บ้านละ 10-80 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงและไทใหญ่ ถือบัตรสีชมพู มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถือบัตรแสดงตนเป็นคนไทยและอีกส่วนหนึ่งไม่มีบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านแสดงความมีตัวตนใดๆ

    ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้น้ำปะปาดอย

    ระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตรจากตัวอำเภอแม่สะเรียง มุ่งหน้าขึ้นสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าไปเกือบๆ จะเหยียบชายแดนพม่า ด้วยรถกระบะ 4x4 เท่านั้น ถ้าไม่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ต้องเป็นรถสิบล้อขนของส่งเข้าพม่าด้านชายแดนเข้าสู่บ้านท่าทราย (ของพม่า) ซึ่งเป็นด่านผ่อนปรนภาษี

    ที่ผมบอกต้องกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นก็เพราะว่าสภาพถนนที่เรียกได้ไม่เต็มปากว่ามันเป็นถนน เพราะบางส่วนต้องวิ่งบนห้วย ใช่ครับ ขับรถล่องไปตามลำห้วย พวกเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงกับระยะทาง 94 กิโลเมตร (พักกินข้าวที่ด่านยอดดอย) ในฤดูฝน สิ่งที่สิงห์บรรทุกสิบล้อทั้งหลายหรือคนที่จะเข้าไปยังเสาหินต้องเตรียมไปด้วยคือ เต็นท์และอาหารสำรองระหว่างทาง เพราะบางครั้งน้ำป่าไหลแรงทำให้ไม่สามารถขับรถข้ามห้วยไปได้ ต้องนั่งรอ นอนรอกัน

  5. พัดผ่าน

    พร อันทะ Fri 22 August 2008 03:49:08

    ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผมได้นั่งก้นร้อนๆ ในกรุงเทพ มันเป็นความไม่เต็มยี่สิบสี่ชั่วโมงที่มีกลิ่นคุ้นเคยเจือจานอยู่ แต่ไม่ดูดใจ ผมเพียงแวะมาเพื่อผ่านไป ไปยังจุดหมายเพียงเมื่อถึงจึงได้จากมาเฉกเช่นกัน จึงเป็นการเดินทางพัดผ่าน พัดผ่านและผันผ่าน เพียงแค่ทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหลัง

    ไปไม่ถึง ไปไม่ถึงในความตั้งใจ ผมจำได้ว่าแม่ผมรออยู่ที่บ้าน แต่ผมไปไม่ถึง จึงได้แค่กล่าวเลื่อนลอยในอากาศ ฝากเสาสัญญาณนำถ้อยคำอ่อยอ้อน เยิ่นเย้อ ว่า จะกลับมาใหม่เมื่อเวลาอำนวย

    อย่างนั้น อย่างนี้หนอ ชีวิต ชีวิตที่ต่างเห็นฝั่งรำไร ก้าวไปให้มันถึง หลายคนหลายทาง หลายอย่างต่างกัน ในสังคม สังคัง อื้ออึง ยึดยื้อแย่งทึง รุมทึ้งระคนคัน

    เพียงเพื่อให้ได้หายใจ เพียงเพื่อให้ได้มีที่ยืนอยู่ บนเปลือกโลกในนามสมมุติ สถาปณาตน ว่าคนคือสิ่งประเสิรฐ แต่ไฉนเล่าจะเลอเลิศเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดในโลกนี้ แค่เพียงเพราะวิวัฒนาการล้ำหน้ากระนั้นหรือ

    ยึดถือ ยึดมั่นปานใด ใจเหมือนจะขาดดิ้น แต่ตายไปก็สุดแท้รู้กันอยู่ว่าเอาไปไม่ได้ ทิ้งไว้บ้าง ความดีระหว่างทางข้าง ข้าง กาย อย่าให้มันหายไป อย่าให้หายไปกับเถ้าธุลี

    จังหวะ แลโอกาส บางทีก็ต้องรอ คว้าได้ก็ดี แต่อย่าฉวย มันดูไม่งาม

    ผมไม่ได้มา ผมไปไม่ถึง เพียงแค่พัดผ่าน พัดผ่านในห้วงคำนึง ว่าวันหนึ่งผมจะกลับมา

    อาจจะมีความสุขตามอัตภาพบ้าง จะเป็นไรไป อย่างน้อยชีวิตนี้ เราก็ไม่ได้ทุกข์ไปซะหมด

  6. ในวันที่ผมจากไป

    พร อันทะ Sun 06 July 2008 10:13:07

    เปลี่ยนไปทุกอย่าง เปลี่ยนไปทุกทาง ผมหลุดออกจากโลกที่วุ่นวายขายปลาแดก ไปสู่ดงของคนที่นับหัวได้ เพราะมีกันแค่ไม่กี่สิบชีวิต ในอารมณ์ที่ถูกเรียกว่า ?ชีวิตกองถ่าย? แน่นอนครับ กองถ่าย เขาถ่ายทำหนังกัน มันจึงแตกต่างจากชีวิตเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ผมต้องวุ่นๆ วายๆ อยู่กับการเขียนเว็บ งานเขียนเว็บมันนั่งๆ นอนๆ อยู่คนเดียวก็ได้ แต่ในกองถ่ายมันไม่ใช่

    หยุด เป็นสิ่งที่ผมรู้สึก หยุดในที่นี้คือการตัดแบบหักดิบไปเลย ถ้าใครเป็นโรคเสพติดอินเทอร์เน็ตคงวุ่นวายทรมานใจน่าดู แต่ผมไม่ได้เป็นพวกบ้าแชท หรือต้องตามตอบกระทู้ทุกวันขนาดนั้น แต่สิ่งที่ผมรู้สึกโหยหาคือ ร้านหนังสือ ละเมียดทีละหน้า พลิกอ่านไปเรื่อยๆ นั่นต่างหาก

    ผมเพิ่งออกมาจากป่าเมื่อวานนี้ หลังจากที่เข้าไปล่อยุงป่าสามวันสองคืน แบบซักแห้งตามสไตล์ (แม้เขาจะมีน้ำให้ แต่ผมไม่ยอมอาบเอง) เป็นโลกแปลกๆ อีกแบบ หลังจากที่อยู่ในป่าคอนกรีตมาหลายปี

    ผมต้องขออภัย ที่ไม่ได้เข้ามาตอบคำถาม เขียนบทความบอกเล่าเรื่องราวการเขียนเว็บ อย่างที่เป็นเหมือนเคย

    แต่ในวันที่ผมจากไป ก็ยังมีคนอื่นๆ เพื่อนๆ เข้ามาพูดคุย อย่างน้อย รดิส ก็ยังเข้ามาดูแล ไทยซีเอสเอส แทนผมได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขอบคุณเพื่อนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

    และอีกหลายๆ คนที่คอยแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย

  7. ความเปลี่ยนแปลง

    พร อันทะ Tue 11 March 2008 22:06:03

    ผมไม่ได้ดูทีวีนานแล้ว ไม่ได้ดูในที่นี้หมายถึงไม่ได้ดูจริงๆ จังๆ และไม่ได้เป็นรายกายการทีวี อาจจะนับชั่วโมงได้เลย ถ้านับเอาแบบผ่านๆ ผมหันหลังให้ทีวีไปตั้งแต่ต้นปี 2550 เสพข่าวสารบ้านเมืองจากสื่อทางอินเทอร์เน็ตแทน

    ผมยังรู้สึกว่าตัวหนังสือบนกระดาษ ที่ถูกกลั่นกลองออกมาจากคนทำงานสู่คนเสพงานจริงๆ แล้วเราสามารถจินตนาการต่อจากตัวหนังสือเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เห็นภาพชัดเจนแล้วก็ล้มหายตายจากไป

  8. การศึกษาไทย อยู่หนใด

    พร อันทะ Sun 13 January 2008 01:49:01

    นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันคือใคร เด็กนักเรียนตอบว่า ไม่รู้ แล้วผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคือใคร คำตอบที่ได้มาคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจะไม่รู้สึกอะไรมาก ถ้าหากคนที่ตอบคำถามนี้อายุสามขวบ

  9. Laberinto del fauno El

    พร อันทะ Tue 17 April 2007 06:32:04

    ผมเพียงคิดว่า ผมยังไม่ถึงเวลา ที่ต้องมานั่งบ่นอะไรจริงๆ จังๆ แบบรวดเร็วขนาดนี้ แต่ถ้ามันหนักขนาดนี้ เห็นทีต้องบ่นกันสักนิด อาจจะไม่ใช่เชิงบ่นอย่างเดียว ออกจะเบนไปในทาง พูดคุยเรื่อง สื่อสารมวลชน ที่มีอยู่ในบ้านเราตอนนี้มากกว่า โดยเ
  10. สุดท้ายก็ต้อง เดิน

    พร อันทะ Fri 09 March 2007 00:44:03

    มันอาการหนักนะ ไอ้นี่ ทำไปได้ไง เมื่อpตาย

    ทำไมแกไม่นั่งรถเมล์มาวะ รถไม่ติดหรอก ปิดเทอมแล้ว

    โหย ทำไปได้

    ไอ้บ้า